News

ดูหนังออนไลน์: Classic Again (จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ)

ดูหนังออนไลน์: Classic Again (จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ) ย้อนกลับไปเมื่อ 17ปีก่อน แม้หนังเกาหลีจะยังไม่ได้ฮิตติดลมบนไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ ในไทยเอกนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่คอหนังกลุ่มใหญ่ในช่วงนั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเคยรู้จักหนังชื่อ The Classic แรกๆ อาจจะเพราะมีผู้กำกับคนเดียวกับเรื่อง My Sassy Girl หรือชื่อไทยว่า “ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม” อันโด่งดัง แต่ด้วยมุขหักมุมทีเดียว 2 จังหวะและเพลงที่เพราะกินใจแม้จะฟังไม่ออก ก็ทำให้ The Classic เป็นที่จดจำและได้รับการยอมรับว่าเจ๋งจริงๆ วันนี้เมื่อหนังเรื่องนี้ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่โดยค่าย CJ Major (ที่ทำรีเมคมาแล้วมากมายหลายเรื่อง) แน่นอนว่าผมก็คงไม่พลาด เรื่องหน้าขอรีเควสเป็น Calla ได้ไหมนะ

จะว่ายังไงดี…คืออย่างนี้ครับ สำหรับผมที่เคยดูเวอร์ชั่นต้นฉบับมาแล้ว บอกได้เลยว่า Classic Again นี่ตั้งใจทำเพื่อคนที่เคยดูต้นฉบับมาแล้วแน่นอน ไม่ว่าจะชื่อที่มี Again ต่อท้ายหรือการโปรโมทที่น่าจะทำให้หลายๆ คนสนใจกลับไปรื้อดูเวอร์ชั่นต้นฉบับดูแน่ๆ และอย่างที่ผมบอกไว้ข้างต้น The Classic นั้น “ว้าว” สำหรับผมมากๆ ในตอนใกล้จบที่มีการหักมุมซ้อนกันถึง 2 ครั้งในช่วงเวลาไม่นาน ที่นี้เมื่อผมรู้เรื่องตรงนั้นแล้วถามว่าในเวอร์ชั่นใหม่นี้ ผมยังจะว้าวอีกไหม? ตอบตามความจริง ก็คงไม่… แต่เฮ้ย! ผมโคตรซึ่งเลยอะ แบบอยู่ๆ น้ำตาก็ไหล ไหลแรงด้วยโดยที่ไม่ได้สะอื่นอะไรนะ คือมั่นใจว่าถ้าส่องกระจกอยู่ตอนนั้นหน้าผมคงนิ่งมากแบบไม่ได้ตั้งใจจะร้องให้อะไรเลย แต่หน้าก็เปียกเฉย ทำให้ผมยอมรับทันทีว่า Classic Again นั้นรีเมคได้อย่างมีชั้นเชิงและเตรียมตัวมาดีจริงๆ (ในเรื่องบท) ซึ่งที่ผมพูดมายาวนิดนึงก็ไม่ใช่อะไรหรอก ในย่อหน้าต่อไปผมจะพูดถึงจุดที่ผมเรียกว่า หักมุมซ้อนกันให้ฟัง ซึ่งผมคิดว่าถึงอ่านไปก็ไม่น่าจะมีปัญหากับการดูหนังภาครีเมคนี้ แต่ถ้าใครกังวลก็ข้ามไปแล้วกันนะ (ผมจะทำตัวสีฟ้าไว้)

คือในภาคต้นฉบับ กับรีเมคนั้น มีการปรับปรุงเนื้อหาอยู่พอสมควรทำให้ลำดับของเหตุการณ์อาจจะไม่ตรงกันนัก ซึ่งในภาคต้นฉบับนั้นหนังจะแสดงเรื่องราวความรัก 2 ยุค 2 คู่รักสลับกันไปมาผ่านจดหมายรักของแม่นางเอก และหนังก็พยายามบอกกับเราว่าที่นำเสนออย่างนี้เพราะว่าเหตุการณ์ของ 2 ยุคนั้นคล้ายกันคือ [ในยุคอดีต] พระเอก(จุนฮา)ถูกเพื่อนสนิท(เทโซ)ขอร้องให้เขียนจดหมายรักไปจีบนางเอก(จีแฮ)ให้เขาหน่อย ซึ่งในขณะนั้นจุนฮากับจีแฮแอบชอบกันอยู่แล้ว [ในปัจจุบัน] นางเอกรุ่นลูก(จูฮี – ลูกของจีแฮ)ก็ถูกเพื่อนสนิทขอให้เขียนจดหมายส่งให้พระเอกรุ่นลูก(ซางมิน)เพื่อจีบเหมือนกัน ซึ่งการที่เหตุการณ์คล้ายกันมากๆ นี้เหมือนตั้งใจจะบอกว่า หนังต้องการเปรียบเทียบให้เห็นว่า จีแฮ กับ จูฮี แม่ลูกคู่นี้เหมือนมีพรหมลิขิตที่คล้ายๆ กัน แต่อาจจะต่างกันที่ปัญหาแต่ละยุคอย่างยุคเก่าก็มีปัญหาเรื่องคลุมถุงชน ส่วนยุคใหม่ก็อาจจะมีปัญหาด้านที่ต่างออกไป แต่พอเรื่องราวมใกล้จะจบ หักมุมแรกก็เกิด สรุปคือนาง จีแฮ ไม่ได้สมหวังในรักกับ จุนฮา คือจุนฮาไม่ใช่พ่อของจูฮีซะงั้น แต่เป็น เทโซ แทน (แต่เอาจริงๆ ก็คงมีบางคนพอเดาได้ระหว่างดูแหละ) ส่วนหักมุมที่ 2 ในตอนที่ไล่เลี่ยกันก็คือ เมื่อ จูฮี ตัดสินใจคบหากับ ซางมิน แล้ว ก็เลยเล่าเรื่องแม่ของเธอให้ซางมินฟัง พอซางมินได้ฟังความรักที่ไม่สมหวังของแม่จูฮีจบก็ร้องไห้ออกมาใหญ่ แล้วก็หยิบสร้อยของแทนใจของจีแฮที่เคยให้จุนฮาไว้ ..ครับซางมินเป็นลูกของจุนฮา คือรุ่นพ่อ-แม่ไม่สมหวัง แต่มาสมหวังเอาที่รุ่นลูกที่เป็นตัวแทนของทั้ง 2 ฝั่งและเมื่อความจริงปรากฏก็ดูเหมือน จีแฮ กับ ซางมิน จะยิ่งรักกันมากขึ้นไปอีก นี่เป็นจุดที่ทำให้ผมชอบ The Classic ตัวต้นฉบับมาก
ทีนี้เริ่มเข้าเรื่องละ คือฉบับรีเมคนั้นนางเอกรุ่นลูก(โบต้า) ไม่ต้องเขียนจดหมายให้พระเอก(นน)อีกต่อไป แต่โบต้าต้องเขียนบทละครเวทีที่เธอแต่งมากจากจดหมายรักของแม่ของเธอเอง(ดาหลา) ให้ นน ได้เล่นเป็นพระเอก ซึ่งก่อนหน้านี้ นน ไม่เคยรับเล่นละครเรื่องไหนมาก่อนแต่ยอบรับบทเรื่องนี้เพราะชอบบท ชัดเจนว่า นน คงเริ่มระแคะระคายเรื่องบทที่ดูจะตรงกับชีวิตพ่อตัวเองอย่างน่าประหลาด ซึ่งทำให้ในตอนท้ายโบต้าไม่ต้องเล่าอะไรมาก นน ก็ทำหน้าเหมือนรู้อยู่แล้ว แต่ด้วยฉาก ด้วยเพลง ด้วยการแสดง มันก็ยังน่าประทับใจอยู่ดี

เรื่องราวความรักต่างยุคต่างเวลาของคู่รัก 2 คู่ระหว่าง ดาหลา-ขจร และ โบต้า-นน ที่เชื่อมโยงกันผ่านทางบทละครที่ โบต้า เขียนขึ้นจากจดหมายรักเก่าเก็บของ ดาหลา แม่ของเธอ และเพราะเหตุการณ์ของทั้งคู่จะห่างกันกว่า 36ปี จึงทำให้ ดาหลา และ โบต้า ต้องเผชิญอุปสรรค์ความรักที่แตกต่างกัน ส่วนความรักของแม่ลูกคู่นี้จะสมหวัง หรือผิดหวัง ร่วมลุ้นไปกันได้ในโรงเลยนะครับ(สำหรับคนที่ยังไม่เคยดู)

การรีเมคในครั้งนี้เรียกว่าไม่เสียชื่อเวลาที่ผ่านมากว่า 17ปีเลย เพราะบทพัฒนาขึ้นมาก ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่เหมือนหนังรีเมคบางเรื่อง อะไรที่เก่าแล้ว เชยแล้ว ไม่จำเป็นแล้ว(เพราะคิดว่าคนดูเก่ารู้อยู่แล้ว) ก็เอาออกทำให้เนื้อเรื่องกระชับใช้ได้ อะไรที่มันค้างคาละดูไม่ดีก็ปรับใหม่ อย่างเช่นหนังเกาหลียุคนั้นชอบวาร์ปฉาก เดี๋ยวก็ตัดไปนั่นไปนี่แบบข้ามเกินไป ฉบับไทยก็ทำได้สมูทขึ้น บทเพื่อนสนิทนางเอกยุคปัจจุบันของเกาหลีตอนจบคือกลายเป็นนางอิจฉาไม่คุยไม่กล่าวถึงอีกเลย แต่ของไทยยังให้มีฉากคืนดีแบบเพื่อนสนิทอะนะมันก็ไม่ควรต้องมาโกรธกันด้วยเรื่องผู้ชายหรอก
โครงเรื่องมีการวางแผนอย่างมีระบบ อย่างเช่นว่าเวอร์ชั่นก่อนยุคปัจจุบันจะเป็นปีเดียวกับปีที่ออกฉาก(ปี2003) เพื่อให้คนดูรึสึกอินได้ง่าย แต่ฉบับรีเมคนั้นเลือกจะให้ยุคปัจจุบันในหนังย้อนกลับไป 17ปี คือปีค.ศ. 2003 หรือ พ.ศ. 2546 (อันนี้ไม่รู้ตั้งใจรึเปล่านะแหม่…) เพื่อให้เวลาย้อนอดีตไปถึงยุคแม่จะได้หยิบยกเหตุการณ์ 10 ตุลาคม พ.ศ.2516 มาใช้ได้อย่างลงตัวพอดี เท่านั้นยังไม่พอการศึกษาช่วงเวลาและหาอุปกรณ์มาเข้าฉากก็มีการคิดและเตรียมได้อย่างละเอียด อย่างเช่น โบต้า นางเอกในยุคปัจจุบันของหนัง(ปี พ.ศ. 2546) ก็ใช้โทรศัพท์โนเกียรุ่น 8310 ด้วยนะ อันนี้ต้องขอชมทีมงานด้วยใจจริงเลย

วลีเด็ดๆ ที่เมื่อ 17 ปีก่อนฟังแล้วขนลุก(แบบดีนะ) ก็ยังคงไว้อย่างไม่ขาด อย่างในรูปที่ผมแปะไว้ในบทความนี้ หรืออย่างเช่น

“เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงในยามเช้า.. ผมคิดถึงคุณ
เมื่อแสงจันทร์สาดส่องในยามค่ำ.. ผมคิดถึงคุณ”

การถ่ายทำหนังเรื่องนี้ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาใช้เทคนิคอะไร บอกได้แต่ว่าภาพสวยมากกกกกๆ คมชัดมาก แสงสาย สีสวย ดูแล้วให้ความรู้สึกว่าหนังอยู่ในระดับขั้นการผลิตที่สูง แตกต่างจากหนังไทยเรื่องอื่นๆ อย่างชัดเจน
Classic Again
ผมชอบฉากนี้มาก

[เพลงเพราะ] Classic Again ได้หยิบเอาเพลงเก่าดั้งเดิมของตัวต้นฉบับอย่าง Me to You, You to Me มาแปลเป็นไทยในชื่อว่า หนึ่งความทรงจำ-One Memory มาเป็น OST หลัก แต่ก็ได้เพิ่มเพลงไทยอื่นๆ เข้าไปเพื่อให้เหมาะกับบทที่เปลี่ยนไปอย่างเพลง “หนักใจ” ของวง ออโตบาห์น ก็เปิดขึ้นมาได้จังหวะจนน้ำตาซึมเลย

[นักแสดง] นักแสดงชุดนี้แม้จะมีหน้าใหม่เยอะ แต่ก็ได้กลิ่นอายเหมือนเวอร์ชั่นเก่าอย่างน่าประหลาด “มิ้น รัญชน์รวี” นางเอกทั้ง 2 รุ่นของหนังก็น่ารักมากบอกเลย การสลับตัวละครก็ถือว่าทำได้ดีเพราะให้บรรยากาศต่างกันพอสมควร ส่วน “นิว ฐิติภูมิ” พระเอกที่มีประสบการโชคโชนมาจากค่าย GMM ก็มีจังหวะที่เล่นดีมากๆ คือดูแล้วใช่เลยอยู่เยอะ แม้จะมีบางช่วงที่ดูแข็งไปหน่อยเพราะต้องแสดงอารมณ์อึนๆ ออกมาก แต่โดยรวมก็ถือว่าทำได้ไม่เลวเลย